Pattaya One News
Home » หนูน้อยวัย 2 ขวบที่ป่วยและเสียชีวิตจู่ๆก็ได้ลุกขึ้นมาจากโลงศพ
ข่าวต่างประเทศ

หนูน้อยวัย 2 ขวบที่ป่วยและเสียชีวิตจู่ๆก็ได้ลุกขึ้นมาจากโลงศพ

หนูน้อยวัย 2 ขวบที่ป่วยและเสียชีวิตจู่ๆก็ได้ลุกขึ้นมาจากโลงศพ

ข่าวสารที่น่าประหลาดใจอย่างหนูน้อยวัย 2 ขวบ ได้มีอาการป่วยเป็นโรคปอดบวมจนเสียชีวิต และมีเหตุการไม่คาดฝันเกิดขึ้นคือ หนูน้อยคนที่เสียชีวิตจู่ๆก็ได้ลุกขึ้นมาจากโลงศพ เพื่อขอน้ำพ่อดื่ม หลังจากนนั้นก็ได้นอนเสียชีวิตท่าเดิม เรื่องราวแบบนี้น่าประหลาดใจมากๆเลยนะคะ เพราะว่าหนูน้อยคนนี้ได้เสียชีวิตไปแล้ว เป็นเหตุการณ์ที่ทำให้คนทั้งงานแตกตื่นไปตามๆกัน

เด็กชายวัย 2 ขวบชาวบราซิลตายแล้วฟื้น ทำเอาคนในงานศพช็อก หลังลุกขึ้นมาจากโลงศพแล้วขอน้ำดื่ม ก่อนจะตายอีกครั้ง โดยเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เด็กชายเคลวิน ซานโตส วัย 2 ขวบ ได้หยุดหายใจลงหลังถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลด้วยภาวะปอดบวมขั้นสาหัส แพทย์จึงประกาศว่าเขาเสียชีวิตแล้ว แล้วส่งศพให้ครอบครัวนำไปประกอบพิธีศพตามประเพณีทางศาสนา ทำให้คนเป็นพ่อเป็นแม่และญาติ ๆ ต่างร่ำไห้ต่อการจากไปในครั้งนี้
แต่ใครเลยจะไปคาดคิดว่า ระหว่างทำพิธีศพหนูน้อยจะเกิดเหตุสุดช็อกขึ้น เมื่อหนูน้อยเคลวินลุกขึ้นมาจากโลงศพที่เปิดอยู่แล้วบอกพ่อเขาว่า “พ่อครับ ผมขอน้ำดื่มหน่อย” ทำให้ทุกคนที่นั่งอยู่ในบริเวณนั้นกรีดร้องขึ้นมาอย่างตกใจ แต่หลังจากนั้น เคลวินก็นอนลงไปในโลงศพท่าเดิม แล้วก็ไม่หายใจอีกเลย แม้ว่าจะปลุกอย่างไรก็ไม่ตื่นขึ้นมาได้อีก พ่อของเคลวินจึงได้นำตัวเคลวินส่งโรงพยาบาลทันที แต่เมื่อไปถึงโรงพยาบาล แพทย์ก็คอยจับตาดูอยู่กว่า 15 นาที ก่อนจะยืนยันคำเดิมว่าหนูน้อยเสียชีวิตแล้ว

ทางด้านนายแอนโตนิโอ ซานโตส พ่อของหนูน้อย ได้เปิดเผยว่า “ทันทีที่เคลวินลุกขึ้นมานั่ง ทุกคนก็กรีดร้อง เราไม่อยากจะเชื่อสายตา และคิดกันว่ามันเป็นปาฏิหาริย์ที่ลูกจะกลับมาจากความตาย แต่แล้วหลังจากขอน้ำดื่ม เคลวินก็นอนลงไปในโลงอีกครั้ง เราจึงเข้าไปปลุกเขา แต่เขาก็ไม่หายใจแล้ว และเมื่อผมนำเขาส่งโรงพยาบาล หมอก็บอกว่าเขาตายแล้วจริง ๆ และไม่สามารถอธิบายเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้” ทั้งนี้ หลังจากที่แพทย์ได้บอกว่าหนูน้อยเสียชีวิต แอนโตนิโอก็ได้นำตัวลูกกลับมายังงานศพอีกครั้ง แต่ยังไม่จัดงานศพต่อไป เขานั่งรอด้วยความหวังว่าลูกอาจจะฟื้นขึ้นมาอีกครั้ง จนกระทั่งเวลาผ่านไปหลายชั่วโมง แอนโตนิโอก็ตระหนักว่าเคลวินคงเสียชีวิตแล้วจริง ๆ จึงได้ทำพิธีศพให้แล้วฝังศพเสร็จสิ้นในเย็นวันนั้น

เรื่องนี้สอดคล้องกับนิยามความตายของสังคมอย่างไร
โดยทั่วไป คนมักเข้าใจว่าความตายเป็นเรื่องชั่วครู่ กล่าวคือ คุณไม่ตายก็ยังมีชีวิต ถือเป็นนิยามของสังคม แต่ในทางการแพทย์ เมื่อหัวใจหยุดเต้น ปอดหยุดทำงาน สิ่งที่ตามมาคือ สมองหยุดทำงาน เมื่อแพทย์ส่องไฟฉายที่รูม่านตาของคนไข้ เพื่อตรวจดูว่ามีปฏิกิริยาโต้ตอบหรือไม่ เนื่องจากมันถูกควบคุมโดยก้านสมอง ซึ่งเป็นจุดที่ทำให้เรามีชีวิต ถ้าไม่มีการตอบสนอง แสดงว่า สมองไม่ทำงาน ณ ตรงนั้น ผมจะรับรองว่า คนไข้เสียชีวิตแล้ว ถ้าเป็นเมื่อ 50 ปีที่แล้ว คนไข้จะไม่รอดหลังจากนั้น

เทคโนโลยีอันทันสมัยท้าทายแนวคิดที่ว่า ความตายเป็นเรื่องชั่วครู่ ได้อย่างไร
ปัจจุบัน เรามีเทคโนโลยีที่พัฒนาขึ้น เพื่อช่วยให้คนไข้ ฟื้นกลับมาใหม่ได้ จริงๆ แล้ว ขณะนี้มีการพัฒนายาเพื่อการนี้โดยเฉพาะ แต่ไม่มีใครรู้ว่าจะได้ผลหรือไม่ ซึ่งถ้าทำได้ มันอาจช่วยชะลอขบวนการที่เซลล์สมองเสื่อมสลาย และตายได้ ลองนึกดู ถ้าใน 10 ปีข้างหน้า คุณให้คนไข้ ที่หัวใจเพิ่งหยุดเต้น รับยามหัศจรรย์นี้เข้าไปในร่างกาย ซึ่งมันจะไปทำให้ทุกอย่างช้าลง ขบวนการที่เคยเกิดหลังจากหัวใจหยุดเต้นเกิน 1 ชม. ตอนนี้ก็จะกลายเป็นเกิน 2 วัน แต่ขณะที่การแพทย์เจริญก้าวหน้า ท้ายที่สุด ก็จะมีคำถามทางศีลธรรมจำนวนมากตามมา ซึ่งเราต้องคำนึงด้วย

ว่าแต่อะไรจะเกิดขึ้นกับคนคนหนึ่งในห้วงเวลานั้น สงสัยใช่มั้ยว่าจะเป็นยังไง? เมื่อโลหิตหยุดไหลเวียนเซลล์ต่างๆ ภายในร่างกาย ก็พยายามหาทางรอด และภายในราวๆ 5 นาที มันก็จะเริ่มเสื่อมสลาย อีก 1 ชม.ต่อมาเซลล์จะหมดสภาพ แม้ว่าจะพยายามปั๊มหัวใจและโลหิต คนคนนั้นก็ไม่สามารถมีชีวิตต่อไปได้ เนื่องจากเซลล์ต่างๆในร่างกายเสื่อมสลายลงมาก และยังสลายลงเรื่อยๆ จนภายใน 2 วัน ร่างกายก็เริ่มเน่าเปื่อย
ดังนั้น มันไม่ใช่เพียงชั่วครู่ แต่มันเป็นขบวนการที่เริ่มต้นจริงๆ เมื่อหัวใจหยุดเต้น ดำเนินไปเรื่อยๆ จนถึงจุดสูงสุดที่เซลล์ทุกส่วนเน่าเปื่อยจนไม่เหลือร่าง

อย่างไรก็ตาม ท้ายที่สุด สิ่งที่เราอยากรู้ก็คือ จะเกิดอะไรขึ้นกับจิตของคนคนนั้น? อะไรจะเกิดขึ้นกับความรู้สึกนึกคิดของมนุษย์ในห้วงเวลาแห่งความตาย? มันจะหยุดทันทีเมื่อหัวใจหยุดเต้นหรือไม่? มันจะหยุดภายใน 2 วินาทีแรก หรือ 2 นาทีแรก? เป็นเพราะเรารู้ว่า เซลล์จะเสื่อมสลายลงเรื่อยๆ ดังนั้น ความรู้สึกนึกคิดจะหยุดหลังจาก 10 นาทีให้หลัง 30 นาที หรือ 1 ชม.ต่อมา หรือเปล่า? ณ จุดนั้น เราไม่ทราบจริงๆ

ครั้งแรกที่ได้คุยกับคนที่มีประสบการณ์ ‘วิญญาณออกจากร่าง’ คุณรู้สึกอย่างไร รู้สึกทึ่ง เพราะสิ่งที่คุณเห็นก็คือ พวกเขาเป็นเพียงปุถุชนธรรมดาที่ไม่ต้องการชื่อเสียงหรืออยากดัง มีหลายคนที่ไม่เคยเล่าเรื่องดังกล่าวให้ใครฟัง เพราะเกรงว่าจะถูกมองไปในทางไม่ดี ผมเริ่มศึกษาด้านนี้เมื่อ 10 กว่าปีที่แล้ว ได้สัมภาษณ์คนที่มีประสบการณ์ ‘วิญญาณออกจากร่าง’ ราว 500 คน สิ่งที่พวกเขาบรรยาย ช่างมีความสอดคล้อง คงเส้นคงวา ผมมีโอกาสได้คุยกับบรรดาแพทย์และพยาบาลที่อยู่กับคนไข้ในช่วงเวลานั้น ทุกคนพากันบอกว่า คนไข้เหล่านี้ได้เล่าเรื่องตรงกับสิ่งที่เกิดขึ้นจริงในขณะนั้น ซึ่งก็อธิบายไม่ได้ว่า คนไข้รู้ได้อย่างไร

เป็นอย่างไรกันบ้างคะ น่าเหลือเชื่อจริงๆกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แต่ทางแพทย์ไม่สามารถอธิบายถึงเหตุการณ์ตายแล้วฟื้นได้เนื่องจากเรื่องนี้ วิทยาศาสตร์ไม่สามารถพิสูจน์ได้ แอดมินขอแสดงความเสียใจกับทางครอบครัวน้องด้วยนะคะ และภาพพิธีงานศพเป็นเพียงภาพประกอบเท่านั้นนะคะ Source: kapooza

error: If you would like to use this content, please contact us [email protected]